การศึกษาวิเคราะห์ความงามของประติมากรรมในพระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด

พระสุรศักดิ์ สุธีโร (มากมี), Phrakhu Pawanaprotikul Dr., Assoc.Prof.Dr.Sowit bamroongpak, Assoc. Prof. Dr. Suwin Thongpan

Abstract


     การศึกษาวิเคราะห์ความงามของประติมากรรมในพระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทฤษฎีความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและลักษณะทางประติมากรรมที่ใช้ในการสร้างมหาเจดีย์ชัยมงคล และเพื่อวิเคราะห์ความงามทางประติมากรรมในพระมหาเจดีย์ชัยมงคลตามหลักสุนทรียะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเอกสาร ด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารด้านวิชาการทางปรัชญา เอกสารทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงพรรณนา

       ผลการวิจัยพบว่า สุนทรียศาสตร์เป็นศาสตร์หนึ่งในวิชาปรัชญาที่ว่าด้วย เรื่องของคุณค่าและความงาม เป็นปรัชญาที่ค้นหาคำตอบว่า ความงามคืออะไร และเราจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินความงามนั้น ซึ่งในการวิเคราะห์ความงามของประติมากรรมของมหาเจดีย์ชัยมงคลในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ ๓ ทฤษฎี คือ ทฤษฎีจิตวิสัยนิยม ทฤษฎีปรวิสัยนิยม และทฤษฎีสัมพัทธนิยม จากการวิจัยทั้ง ๓ ทฤษฎี พบว่า ทฤษฎีจิตวิสัยนิยม เป็นทฤษฎีที่มีเกณฑ์ตัดสินความงามโดยเน้นความสำคัญที่ความรู้สึกของบุคคลหรือใช้ความรู้สึกของบุคคลเป็นเครื่องตัดสินความงาม ส่วนทฤษฎีปรวิสัยนิยมหรือวัตถุนิยม     เชื่อว่าความงามเป็นคุณสมบัติที่แน่นอนตายตัวและอยู่ในวัตถุมาตั้งแต่แรก โดยไม่ขึ้นกับความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ และทฤษฎีสัมพัทธนิยม เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญทั้งจิตใจของมนุษย์และวัตถุทางสุนทรียะ ความงามเป็นภาวะของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับวัตถุที่มีปฏิกิริยาตอบสนองในสัดส่วนที่พอๆ กัน

     พระมหาเจดีย์ชัยมงคลแห่งวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม เป็นเจดีย์ที่ใช้ศิลปะผสมผสานระหว่างภาคกลาง และภาคอีสานของประเทศไทย คือ ระหว่างพระปฐมเจดีย์ และพระธาตุพนม ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ที่เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของหลวงปู่ศรี มหาวีโร และเมื่อวิเคราะห์ความงามของประติมากรรมในพระมหาเจดีย์ชัยมงคลทั้ง ๓ ชั้นแล้ว จึงทำให้ทราบความงามในแต่ละชั้นว่า ความงามของประติมากรรมในชั้นที่ ๑ ตามหลักจิตวิสัย เป็นความงามที่เกิดขึ้นจากภาวะที่จิตเข้าไปรับรู้วัตถุสิ่งของแล้วค้นหาความงามของวัตถุนั้นด้วยประสบการณ์และความงามที่จิตได้สั่งสมไว้ เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการของช่าง มาเป็นรูปเป็นร่าง ผ่านเส้น สี และแสง ได้อย่างเหมาะสมและกลมกลืน ดูแล้วเย็นสบายตาและการจัดพื้นที่ได้อย่างเป็นสัดส่วนลงตัว ความงามของประติมากรรมในชั้นที่ ๒ ตามหลักปรวิสัยนิยม เป็นศิลปะวัตถุที่มีความงามอยู่ในตัวของวัตถุต่างๆที่นำมาสร้าง มาแกะสลัก หรือมาปั้นนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามีคุณสมบัติที่ดีในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นปูน ทราย เรซิ่น หรือสีทอง เป็นต้น วัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่าอยู่ในตัวของมันอยู่แล้วถึงจะไม่มีใครรู้ก็ตาม และความงามของประติมากรรมในชั้นที่ ๓ ตามหลักสัมพัทธนิยม เป็นความงามที่เป็นธรรมชาติ คือเป็นความงามที่เกิดขึ้นกลางธรรมชาติแห่งป่าเขา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนชาวอำเภอหนองพอก ที่เป็นความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนา จึงกลายเป็นความงามที่เกิดขึ้นจากขบวนการทางจิตใจผสมผสานกันกับวัสดุที่มีคุณภาพ เมื่อสำเร็จออกมาเป็นประติมากรรมแล้ว ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกแปลกตา เกิดความทึ่ง และปลื้มใจในความสวยงามของศิลปะที่แสดงออกมาเป็นเอกลักษณ์ของไทย


Full Text:

PDF

Refbacks

  • There are currently no refbacks.


Copyright (c) 2017 วารสารสถาบันพิมลธรรม

Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

สำนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
อาคาร 100 ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร)
เลขที่ 30 หมู่ 1 บ้านโคกสี ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000
โทรศัพท์ 0-4328-3546-7 (ต่อ 116)
โทรสาร 0-4328-3399
โทรศัพท์ 088-578-1671
โทรศัพท์ 088-506-2335
e-mail : phimoldhamma@hotmail.com
http://www.ojs.mcu.ac.th/index.php/kkjn
http://www.journal-phimoldhamma.com